Skip to main content

เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงิน จำเป็นไหม? เจาะลึกความจริงจากนักทัศนมาตร

เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงิน จำเป็นไหม? เจาะลึกความจริงจากนักทัศนมาตร

ในยุคที่เราแทบจะ "รวมร่าง" กับหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดโซเชียลตอนเช้า ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือดูซีรีส์ก่อนนอน ความกังวลเรื่อง "แสงสีน้ำเงิน" (Blue Light) จึงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนกลัวจนขึ้นสมองครับ

คำถามยอดฮิตที่ผมมักจะเจอในห้องตรวจเสมอคือ "หมอครับ/คะ เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินจำเป็นจริงๆ ไหม?" หรือมันเป็นแค่เทคนิคการตลาดที่ทำให้เราควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นกันแน่? วันนี้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนมาตร ผมจะขออาสาพาทุกคนไป "ชำแหละ" ความจริงผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรคือเรื่องที่ถูกปรุงแต่งครับ

แสงสีน้ำเงินไม่ได้มีแค่ด้านเดียว (The Two Faces of Blue Light)

แสงสีน้ำเงินไม่ได้มีแค่ด้านเดียว (The Two Faces of Blue Light)

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าแสงนี้กันก่อนครับ แสงที่เรามองเห็นได้ (Visible Light) มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 400-700 นาโนเมตร หากนึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกถึง "รุ้งกินน้ำ" หลังฝนตก ที่ไล่เรียงสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง

แสงสีน้ำเงินเป็นส่วนหนึ่งของรุ้งนี้ครับ แต่มันพิเศษตรงที่เป็นแสงที่มี คลื่นความถี่สูงและความยาวคลื่นสั้น ซึ่งหมายความว่ามันมี "อำนาจในการทะลุทะลวงสูงมาก" โดยแหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่หน้าจอมือถือนะครับ แต่คือ "แสงอาทิตย์" ตามธรรมชาติ ส่วนหน้าจอดิจิทัลต่างๆ เป็นเพียงแหล่งกำเนิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเสริมเข้ามา เราสามารถแบ่งแสงสีน้ำเงินออกเป็น 2 ช่วงที่บทบาทต่างกันสุดขั้ว

  • แสงสีน้ำเงินอมเขียว (Blue-green) นี่คือ "แสงดี" ครับ ในตอนกลางวันร่างกายเราต้องการแสงช่วงนี้เพื่อไปยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้เรารู้สึก Alert (ตื่นตัว) และสดชื่น เป็นการควบคุมนาฬิกาชีวิตให้ทำงานปกติ
  • แสงสีน้ำเงินอมม่วง (Blue-violet) นี่คือช่วงคลื่นพลังงานสูงที่เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินส่วนใหญ่พยายามจะป้องกัน

ทำไมการเล่นมือถือก่อนนอนถึงทำให้ "ตาค้าง" (The Sleep Disruptor)

ทำไมการเล่นมือถือก่อนนอนถึงทำให้ "ตาค้าง" (The Sleep Disruptor)

คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมยิ่งเล่นมือถือดึกๆ ยิ่งนอนไม่หลับ? นั่นเป็นเพราะแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอไป "หลอก" ร่างกายเราครับ เมื่อแสงสีน้ำเงินอมเขียวเข้าสู่ตาในเวลาที่ควรจะมืด ร่างกายจะเกิดความสับสนและ ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ

ผลคือร่างกายคิดว่าเป็นเวลากลางวันจึงสั่งให้เราตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือนอนหลับยากขึ้น

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ "หากอยากพักผ่อนให้เต็มที่ ควรวางมือถือและหลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงครับ"

ความจริงเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อม (The Myth of Macular Degeneration)

ความจริงเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อม (The Myth of Macular Degeneration)

หนึ่งในประเด็นที่คนกลัวกันมากที่สุดคือ "แสงสีน้ำเงินทำให้ตาบอดหรือจอประสาทตาเสื่อม" ผมต้องบอกตรงๆ ครับว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า แสงสีน้ำเงินจากหน้าจอดิจิทัลทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในมนุษย์

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องงานวิจัยที่บอกว่าแสงสีน้ำเงินทำลายเซลล์จอตาได้ แต่ทราบไหมครับว่าในงานวิจัยนั้น เขาใช้เซลล์เนื้อเยื่อมาฉายแสงสีน้ำเงินใส่โดยตรง ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วันเต็ม! ซึ่งในชีวิตจริงไม่มีใครจ้องหน้าจอเข้มข้นขนาดนั้นครับ อีกทั้งดวงตาของมนุษย์เรายังมีโครงสร้างที่ป้องกันตัวเองได้ดีเยี่ยม สำหรับคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป เมื่อโครงสร้างตาโตเต็มที่แล้ว ร่างกายจะมีกลไกกรองแสงตามธรรมชาติ โดยจะยอมให้แสงสีน้ำเงินเล็ดลอดเข้าไปถึงจอประสาทตาได้จริงเพียงแค่ 25% เท่านั้น

ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าสำหรับโรคจอประสาทตาเสื่อมที่พิสูจน์แล้ว คือ

  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น
  • พฤติกรรมการสูบบุหรี่
  • โรคทางหลอดเลือดและไขมันต่างๆ

เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินช่วยอะไรได้จริง? (What Blue Cut Lenses Actually Do)

เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินช่วยอะไรได้จริง? (What Blue Cut Lenses Actually Do)

ถ้าไม่ได้กันตาบอด แล้วเลนส์นี้ผลิตมาเพื่ออะไร? คำตอบคือ "ความสบายตา" ครับ

ตามหลักฟิสิกส์ แสงสีน้ำเงินเป็นแสงที่ กระเจิง (Scattering) ได้มากกว่าสีอื่น ทำให้เกิดความไม่สบายตาเวลาเราจ้องหน้าจอนานๆ การใช้เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินจะเข้าไปช่วยลดการกระเจิงนี้ ทำให้ภาพที่เห็นดูคมชัดและ "คลีน" มากขึ้น

นอกจากนี้ เลนส์จะมีลักษณะ อมเหลือง เล็กน้อย ซึ่งจะช่วยลดความสว่างและความจ้า (Contrast) จากหน้าจอลงอัตโนมัติ ทำให้กล้ามเนื้อตาไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป ผลข้างเคียงเพียงอย่างเดียวคือภาพจะติดโทนอุ่น (ข้อควรระวัง กลุ่มอาชีพกราฟิกที่ต้องแยกแยะสีอย่างแม่นยำ ควรระวังเรื่องสีเพี้ยนด้วยครับ)

ทางแก้ที่ดีกว่าการพึ่งพาแค่เลนส์ (The 20-20-20 Rule)

ทางแก้ที่ดีกว่าการพึ่งพาแค่เลนส์ (The 20-20-20 Rule)

ผมมักบอกคนไข้เสมอว่า เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินเป็นเพียง "ตัวช่วยเสริม" (Support) ไม่ใช่ "ยารักษา" (Cure) อาการปวดตา ตาล้า หรือโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแสง แต่เกิดจาก "พฤติกรรม" ครับ

คำแนะนำอันดับหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนทำตาม คือการใช้ กฎ 20-20-20 ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

  1. ทำงานหน้าจอทุก 20 นาที
  2. ให้หยุดพักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที
  3. โดยการมองไกลออกไปที่ระยะ 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร)

การพักแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่เกร็งจากการเพ่งหน้าจอได้ผ่อนคลาย ซึ่งได้ผลดีกว่าการใส่แว่นราคาแพงแต่จ้องจอไม่หยุดเสียอีกครับ

สรุปแล้ว เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินจำเป็นไหม? หากคุณรู้สึกว่าการมองหน้าจอแล้วมันจ้าเกินไป ปวดตาบ่อย และอยากได้ตัวช่วยให้มองภาพได้นุ่มนวลสบายตาขึ้น การเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้ก็เป็น "ทางเลือก" ที่คุ้มค่าครับ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าอุปกรณ์ราคาแพง คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การงดสูบบุหรี่ หรือการลดอาหารที่มีไขมันสูง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นภัยเงียบทำร้ายดวงตาของคุณอย่างแท้จริง วันนี้... คุณ "พักสายตา" ให้รางวัลกับดวงตาคู่สำคัญของคุณหรือยังครับ?

ปรึกษาฟรี กับปรมาจารย์โบบิ ผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลอย่างยิ่งยวด 3 มิติ Bespoke ระดับโลก โทร : 081-538-4200

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

ปรมาจารย์โบบิ สายด่วน : 081-538-4200

LINE ID : @isoptik

เว็บไซต์ : https://www.isoptik.com

whatsapp : +66 81 538 4200

อีเมล : isoptik@gmail.com