ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

การวัดสายตาและการให้ค่าสายตาคนสายตาสั้น

โดย ดร.นพดล ศรีสุรัตนเมธากุล Doctor of Optometry

Image
วัดค่า VA

หากรู้สึกว่ามองไม่ชัด ต้องเพ่งสายตาบ่อย ๆ หรือเริ่มมีอาการปวดศีรษะ อาจถึงเวลาที่ต้องตรวจวัดสายตาแล้ว การวัดสายตาไม่ใช่แค่การอ่านตัวอักษรจากแผ่นทดสอบเท่านั้น แต่ยังมีหลายขั้นตอนที่ช่วยให้ทราบปัญหาทางสายตาอย่างละเอียด มาดูกันว่าการวัดสายตาคืออะไร และสำคัญอย่างไร

วัดสายตาคืออะไร สำคัญอย่างไร

การวัดสายตา คือการตรวจสอบความสามารถในการมองเห็น ทั้งในระยะใกล้และระยะไกล เพื่อประเมินค่าสายตาและหาความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง

การวัดสายตาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เราทราบถึงปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่น ๆ และสามารถแก้ไขได้อย่างเหมาะสม เช่น การใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือการทำเลสิก นอกจากนี้ การตรวจวัดสายตาเป็นประจำยังช่วยให้ตรวจพบโรคเกี่ยวกับดวงตาในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด

วิธีการวัดค่าสายตาที่นิยมใช้

วิธีตรวจวัดสายตาที่นิยมใช้ ได้แก่

  1. การตรวจความสามารถในการมองเห็น (Visual Acuity Test)

    การวัดสายตาหรือระดับการมองเห็น (Visual Acuity หรือ VA) เป็นการประเมินว่า ดวงตาสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเพียงใด ทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยใช้แผนภูมิ Snellen Chart ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรหรือตัวเลขที่ลดขนาดลงตามลำดับ

    โดยผู้อ่านจะต้องยืนหรือนั่งห่างจากแผ่นแผนภูมิ แล้วอ่านตัวอักษรหรือตัวเลขบนชาร์ต โดยเริ่มจากแถวบนสุดที่ตัวใหญ่ที่สุด แล้วค่อย ๆ ไล่ลงมาทีละแถว ระหว่างการทดสอบ จะมีการปิดตาข้างหนึ่งสลับข้าง หากไม่แน่ใจหรือมองไม่ชัด ก็สามารถคาดเดาได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะบันทึกผลการอ่านเพื่อประเมินระดับสายตา

  2. การวัดค่าสายตา (Refraction Test)

    การตรวจวัดค่าสายตา (Refraction Test) ใช้เพื่อระบุภาวะผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดแว่นหรือเลือกคอนแทคเลนส์ โดยสามารถวัดได้โดยใช้วิธีอ่านแผนภูมิตัวเลขและตัวอักษรผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Phoropter

    โดยบนตัวเครื่อง Phoropter จะมีช่องวงกลมคล้ายกับแว่นตา 2 ข้างติดตั้งอยู่ ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องนั่งในตำแหน่งที่เหมาะสม ให้สายตาสามารถมองผ่านเลนส์ของเครื่องได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะปรับเลนส์บนเครื่องให้ใกล้เคียงกับค่าสายตาเดิมของผู้เข้ารับการตรวจ แล้วให้ลองอ่านภาพ หากยังมองไม่ชัด หรือภาพเบลอ เจ้าหน้าที่จะปรับเลนส์อีกครั้งจนกว่าจะอ่านได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจ เจ้าหน้าที่จะบันทึกค่าเลนส์ที่ผู้เข้ารับการตรวจใช้ ซึ่งเป็นค่าสายตาที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ

ขั้นตอนการตรวจวัดสายตาทำอย่างไร

เคยสงสัยไหมว่า เวลาไปตรวจวัดสายตาที่ร้านแว่น เขาทำอะไรบ้าง? ขั้นตอนการตรวจวัดสายตาแบบละเอียดมีดังนี้

  1. กำหนดระยะห่างและขนาดของภาพ

    ในการวัดสายตาของคนไข้ที่มีปัญหาสายตานั้น อย่างแรกที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะห่างที่ใช้ในการวัดสายตา ระยะในการวัดที่ดีควรจะห่างประมาณ 6 เมตร หรือ 20 ฟุต โดยวัดจากตาของคนไข้จนถึงภาพเป้าหมายที่ให้คนไข้มอง ถ้าระยะที่ใช้วัดน้อยกว่า 6 เมตร จะทำให้ค่าที่ได้มากกว่าสายตาจริง เนื่องจากระยะที่ใกล้เข้ามาจะทำให้กลไกการเพ่งของคนไข้ทำงานเองโดยอัตโนมัติ รวมถึงขนาดของภาพที่ใช้วัดจะต้องเหมาะสมกับระยะห่าง เนื่องจากชาร์ตที่เรานิยมใช้กันจะมี 2 ขนาด คือ ชาร์ตสำหรับระยะห่าง 3 เมตร และชาร์ตสำหรับระยะห่าง 6 เมตร ถ้าเรานำชาร์ตมาใช้ผิดระยะก็จะทำให้ค่าสายตาที่ได้ผิดพลาดไปด้วย

    Image
    chart
  2. วัดค่า VA

    หลังจากที่เรากำหนดระยะและขนาดของภาพได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำการวัดอย่างแรกก็คือ VA (Visual Acuity) ซึ่งก็คือความสามารถในการมองเห็นนั่นเอง โดยที่เราจะเริ่มจากวัดทีละข้าง โดยให้คนไข้ใช้ที่ปิดตา (Occluder) ปิดตาข้างที่ไม่ได้วัดโดยที่ไม่ต้องหลับตา เมื่อวัดที่ละข้างเสร็จแล้วค่อยวัดโดยที่เปิดตาทั้งสองข้าง

    ในกรณีที่คนไข้มีแว่นสายตาอันเก่าอยู่แล้วจะต้องวัด VA 2 ครั้งโดยครั้งแรกให้วัดตาเปล่า ส่วนครั้งที่ 2 ให้วัดโดยที่ให้คนไข้สวมแว่น เนื่องจากจะได้รู้ว่าแว่นอันเก่าที่คนไข้ใส่นั้นยังสามารถมองเห็นได้ดีอยู่หรือไม่ ซึ่งในคนปกติค่า VA ที่ได้ควรจะเป็น 20/20 หรือ 6/6

    Image
    วัดค่า VA
  3. ทดสอบด้วย Pinhole

    ในคนที่มีปัญหาสายตา ค่า VA จะไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ เราจะต้องใช้ pinhole ในการทดสอบเพื่อดูว่าปัญหาสายตานั้นสามารถแก้ไขด้วยแว่นสายตาได้หรือไม่ ถ้าคนไข้มองผ่าน pinhole แล้วได้ค่า VA ดีขึ้น แสดงว่าปัญหาสายตานั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา แต่ถ้าคนไข้มองผ่าน pinhole แล้วได้ค่า VA คงที่หรือแย่ลง แสดงว่าปัญหาสายตานั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา ควรแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุการมองเห็นไม่ชัด เนื่องจากอาจจะเกิดจากปัญหาสุขภาพทางตาหรือโรคตา เพื่อจะได้แก้ไขให้ตรงกับปัญหาต่อไป

    Image
    pinhold
  4. วัดสายตาด้วยวิธี Objective และ Subjective

    เมื่อเราวัดค่า VA เรียบร้อยแล้ว เราก็จะเริ่มวัดสายตาด้วยวิธี Objective คือการที่เราหาค่าสายตาเบื้องต้นโดยที่คนไข้ไม่ต้องตอบอะไรทั้งสิ้น ผู้วัดจะเป็นผู้หาค่าสายตานั้นออกมาเองโดยวิธีที่ใช้สามารถใช้ได้ทั้งวิธีการ Retinoscopy หรือการใช้ Autorefraction หลังจากที่เราได้ค่าสายตาเบื้องต้นมาแล้ว เราจะทำการหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้ ด้วยวิธีการวัดหาค่าสายตาแบบ Subjective ซึ่งคนไข้จะต้องให้ความร่วมมือในการวัดโดยตอบคำถามซึ่งจะแบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ต่อไปนี้

    1. หาค่าสายตาสั้นหรือยาวที่ดีที่สุดก่อนหาค่าสายตาเอียงโดยวิธี Red - green Test หรือวิธี Step down
       

      Image
      หาค่าสายตาสั้นหรือยาวที่ดีที่สุดก่อนหาค่าสายตาเอียงโดยวิธี Red - green Test
    2. หาค่าสายตาเอียงและองศาของตาเอียงที่เหมาะสมที่สุดโดยการใช้ Cross Cylinder
       

      Image
      Cross Cylinder
    3. หาค่าสายตาสั้นหรือสายตายาวที่ดีที่สุดอีกครั้งโดยวิธี Red - Green Test หรือวิธี Step down เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ทำให้การมองเห็นดีที่สุดในตาแต่ละข้างโดยที่ควบคุมไม่ให้เกิดการให้ค่าสายตามากเกินโดยขั้นตอนทั้งหมดนี้จะทำกับตาทีละข้าง ซึ่งจะทำให้ได้ค่าสายตาที่ดีที่สุดสำหรับตาแต่ละข้างแล้วเราจึงดำเนินการวัดสายตาขั้นตอนต่อไป
    4. หาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ตา 2 ข้างร่วมกัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากการวัดสายตาทีละข้างโดยปิดตาทีละข้างนั้นอาจทำให้เกิดการ Accommodation ของตาแต่ละข้างในระดับที่ต่างกันได้ เราจึงต้องหาค่าสายตาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับที่จะทำให้การมองเห็นของ 2 ตาดีที่สุดและทั้ง 2 ตาเห็นได้ใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยวิธี Step down ตาทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน แต่ให้ใช้ที่ปิดตาปิดสลับไปมาเพื่อให้คนไข้เปรียบเทียบความคมชัดของตาแต่ละข้าง
    5. เมื่อได้ค่าสายตาที่เหมาะสมกับคนไข้แล้ว ก็จะให้คนไข้ใส่แว่นทดลองเดิน หรือใช้สายตาตามปกติ เพื่อดูว่ามีปัญหาเรื่องความสบายตาหรือไม่ หรือใส่แล้วมีอาการปวดหัวหรือปวดตาหรือไม่
       

      Image
      คนไข้ใส่แว่นทดลองเดิน หรือใช้สายตาตามปกติ

การให้ค่าสายตาในคนที่เป็นสายตาสั้น: เราจะให้ค่าสายตาที่น้อยที่สุดที่คนไข้สามารถมองเห็นได้ดีที่สุดและสบายตาที่สุด เนื่องจากธรรมชาติของคนสายตาสั้นนั้นจะชอบเลนส์ที่มีกำลังสายตาที่สูงกว่าค่าสายตาจริง เพราะจะรู้สึกว่าให้ความคมชัดมากขึ้น สว่างมากขึ้น แต่ความคมชัดที่มากขึ้นนั้นเกิดจากระบบการเพ่ง (Accommodation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะใกล้ ทำให้การมองในระยะใกล้ยากขึ้น ต้องเพ่งมากขึ้น เกิดอาการปวดตาเมื่อยตาเวลามองใกล้ หรือใช้สายตาระยะใกล้ได้น้อยลง

ค่าสายตามีกี่แบบ

ค่าสายตา คือค่าที่แสดงถึงความสามารถในการมองเห็น โดยค่าสายที่ได้จากการวัดสายตาแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

1. สายตาสั้น (Myopia)

สายตาสั้น หมายถึงการที่ภาพของวัตถุที่อยู่ในระยะไกล เมื่อผ่านเข้าตาแล้วภาพของวัตถุนั้นจะไปโฟกัสก่อนที่จะถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่ไปตกที่จอประสาทตาไม่ชัด จึงทำให้การมองเห็นในระยะไกลมัวลง แต่ถ้าเราเลื่อนวัตถุนั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นก็จะทำให้จุดโฟกัสของภาพถอยหลังมากขึ้น จนเมื่อเราเลื่อนภาพเข้ามาจนจุดโฟกัสตกที่จอประสาทตาพอดีก็จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน

Image
สายตาสั้น

สายตาสั้นมีกี่ระดับ

  • สายตาสั้นระดับปกติ: ค่าสายตาจะอยู่ในช่วง -0.25 ถึง -3.00 ไดออปเตอร์ (น้อยกว่า 300) ผู้ที่มีสายตาสั้นระดับนี้จะมองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน แต่ไม่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน สามารถแก้ไขได้โดยการใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือการรักษาอื่น ๆ
  • สายตาสั้นระดับมาก: ค่าสายตาจะมากกว่า -6.00 ไดออปเตอร์ (มากกว่า 600) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางสายตา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาเสื่อม หรือเส้นเลือดงอกผิดปกติที่จอตา

2. สายตายาว (Hyperopia)

สายตายาว คือภาวะที่มองเห็นวัตถุในระยะใกล้ไม่ชัด แต่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะไกลได้อย่างปกติ เกิดจากความผิดปกติของกระบอกตาที่มีขนาดสั้นเกินไป หรือความโค้งของกระจกตาหรือเลนส์แก้วตาที่มีความโค้งน้อยเกินไป ทำให้แสงที่ตกกระทบเข้าสู่ดวงตาไปโฟกัสที่จุดหลังจอประสาทตา ส่งผลให้ภาพที่ตกกระทบจอประสาทตาไม่ชัดเจน โดยเฉพาะภาพวัตถุในระยะใกล้

สายตายาวมีกี่ระดับ

  • สายตายาวระดับน้อย: ค่าสายตาจะอยู่ที่ประมาณ +1.00 ถึง +2.00 ไดออปเตอร์
  • สายตายาวระดับปานกลาง: ค่าสายตาจะอยู่ที่ประมาณ +2.25 ถึง +5.00 ไดออปเตอร์
  • สายตายาวระดับสูง: ค่าสายตาจะอยู่ที่มากกว่า +5.00 ไดออปเตอร์ขึ้นไป

3. สายตาเอียง (Astigmatism)

สายตาเอียง คือภาวะที่มองเห็นภาพไม่ชัดเจนทั้งในระยะใกล้และระยะไกล เกิดจากความผิดปกติของกระจกตาหรือเลนส์แก้วตาที่มีความโค้งไม่เท่ากันทุกด้าน ทำให้แสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาไปโฟกัสที่จุดหลายจุดบนจอประสาทตา ส่งผลให้ภาพที่เกิดขึ้นบนจอประสาทตามีความบิดเบี้ยว ไม่คมชัด

สายตาเอียงมีชนิด

  • สายตาเอียงแบบสม่ำเสมอ: พบได้บ่อยกว่า เกิดจากกระจกตาหรือเลนส์ตาที่มีความโค้งไม่สม่ำเสมอกันในทิศทางเดียว เช่น แนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง ทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่โฟกัสเป็นจุดเดียว แต่มักจะโฟกัสเป็นเส้นหรือวงรี
  • สายตาเอียงแบบไม่สม่ำเสมอ: มีสาเหตุจากกระจกตาหรือเลนส์ตาที่มีความโค้งไม่สม่ำเสมอกันในหลายทิศทาง ทำให้ภาพที่มองเห็นมีความบิดเบี้ยวและไม่คมชัด มักมีสาเหตุจากการบาดเจ็บที่ดวงตา โดยไม่สามารถรักษาได้ด้วยการสวมแว่นสายตา

วิธีแก้ไขปัญหาสายตาสั้น

  • ใส่แว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาที่เหมาะสม
  • ทำเลสิก เป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการแก้ปัญหาค่าสายตาที่ผิดปกติ ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง

วิธีป้องกันปัญหาสายตา และดูแลสุขภาพตา

  • หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือมือถือเป็นเวลานาน ควรพักสายตา
  • ปรับแสงสว่างให้เหมาะสมขณะอ่านหนังสือหรือทำงาน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา เช่น ผักใบเขียว แครอท และปลาที่มีโอเมก้า-3 เป็นต้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง
  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่อาจเกิดขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดสายตา

  1. ค่าสายตาปกติ ควรมีค่าเท่าไร

    ค่าสายตาปกติ คือ 0.00 D (Diopter) ซึ่งหมายความว่าไม่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง

  2. สายตา 20/200 คืออะไร

    เลข 20 ตัวหน้าในค่าสายตา 20/200 หมายถึง ระยะ 20 ฟุต ซึ่งเป็นระยะที่คนที่มีสายตาผิดปกติสามารถอ่านตัวอักษรขนาดมาตรฐานได้ ส่วนเลข 200 ตัวหลัง หมายถึง ระยะ 200 ฟุต ซึ่งเป็นระยะที่คนสายตาปกติสามารถอ่านตัวอักษรชุดเดียวกันได้

    นั่นแปลว่า ถ้าค่าสายตาของคุณอยู่ที่ 20/200 แสดงว่า สายตาของคุณแย่กว่าคนปกติถึง 10 เท่า อธิบายง่าย ๆ ก็คือ บุคคลนั้นต้องอยู่ห่างจากวัตถุ 20 ฟุต จึงจะเห็นได้เท่ากับคนสายตาปกติที่มองจากระยะ 200 ฟุต

  3. สายตาสั้น 300 ถือว่าเยอะไหม

    สายตาสั้น 300 ไดออปเตอร์ (หรือ -3.00 D) ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งจะมองเห็นวัตถุในระยะไกลไม่ชัด และต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์เป็นหลัก

  4. เตรียมตัวก่อนวัดสายตาอย่างไร
    • พักผ่อนสายตาให้เพียงพอ
    • ถอดคอนแทคเลนส์ก่อนวัดสายตา 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้กระจกตาได้คืนรูปอย่างสมบูรณ์
    • แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับอาการทางสายตา เช่น ปวดตา ตาแห้ง หรือมองเห็นไม่ชัด
    • นำแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่ใช้อยู่ไปด้วย เพื่อเปรียบเทียบค่าสายตา

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา

สำหรับผู้ที่ต้องการวัดค่าสายตา และแก้ไขค่าสายตา สามารถเข้ามาปรึกษาปัญหากับผู้เชี่ยวชาญ และนักทัศนมาตรด้านสายตาได้ที่ศูนย์แว่นตาไอซอพติก ศูนย์แว่นตาโปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล เรามีทีมนักทัศนมาตรและจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ออกแบบ และวิเคราะห์การใช้สายตาของคุณอย่างละเอียด โดยมีปรมาจารย์โบบิ คอยดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณได้รับแว่นตาโปรเกรสซีฟที่ใส่สบาย ตอบโจทย์การใช้งาน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมรับประกันความพึงพอใจสูงสุด 180 วัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :